Thursday, November 5, 2009
'ขาคู่หน้า' กบกระโดดก้าวที่ 2 สร้าง 'สุดยอดคนทำงาน'
ต่อเนื่องถึงกบกระโดดก้าวที่สอง แล้วหัวหน้าจะบริหารลูกน้องอย่างไร ? ซึ่งไม่ใช่ทฤษฎีที่นักวิชาการคิดขึ้นแต่มาจากผลการวิจัย จากการปฏิบัติจริง
ดังนั้นแนวทางที่จะนำเสนอในบทความนี้จึงอาจแตกต่าง อาจตรงกันข้าม และอาจขัดแย้ง กับทฤษฎีและแนวทางการปฏิบัติแบบเดิมๆ
ทำไมจึงใช้ชื่อ “ขาคู่หน้าของกบกระโดด” เราเคยอุปมาอุปไมยว่าช้างจะเดินได้สวยต้องมีการประสานที่ดีของ “ช้างเท้าหน้า และช้างเท้าหลัง”
เช่นเดียวกัน กบจะกระโดดได้สูงก็ต้องมีการสอดรับของขาคู่หน้า และขาคู่หลัง และขอเปรียบขาคู่หน้าของกบกระโดดเป็นการบริหารบุคคลของหัวหน้า ซึ่งเป็นจุดเริ่มของพนักงาน top performers
ขากบคู่หน้าของกบที่คลาน คือ หัวหน้าที่มองศักยภาพของลูกน้องที่ความรู้ ความฉลาด ทักษะ และประสบการณ์ ที่มีอยู่ จึง “put the right man on the right job” ด้วยการให้พนักงานได้ทำงานที่สอดคล้องกับความรู้ ความฉลาด ทักษะ ประสบการณ์ที่มี
ต่างกับ หัวหน้าที่มองศักยภาพของลูกน้องลึกถึง talent ของแต่ละคน ซึ่งในที่นี้มิได้หมายถึง พรสวรรค์พิเศษที่มีเฉพาะในคนบางคน แต่หมายถึงรูปแบบของความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ หมายถึงความเป็นตัวตน หมายถึงอัตลักษณ์ หมายถึง 'จริต' ที่พนักงานแต่ละคนมีแตกต่างกัน
หัวหน้าเหล่านี้ “put the right man on the right job” ด้วยการให้พนักงานได้ทำงานสอดคล้องกับ talent ด้วยความคิดที่ว่า จริตคือแก่นที่จะนำไปสู่คุณภาพที่ยอดเยี่ยมของการทำงาน
พนักงานที่ทำงานสอดคล้องกับความรู้ ความฉลาด ทักษะ ประสบการณ์ จะทำงานได้ตาม job description ของงาน เป็นเพียงกบเดินดิน (Average performance)
ต่างกับพนักงานที่ทำงานสอดคล้องกับจริตของตน จะทำงานได้ผลงานที่ยอดเยี่ยมเกินกว่าที่กำหนด คือกบกระโดด (Top Performance)
ขากบคู่หน้าของกบที่เดินต้วมเตี้ยม หมายถึง หัวหน้าที่ระบุขั้นตอนการทำงานเป็นมาตรฐาน แล้วสั่งหรือควบคุมให้พนักงานทุกคนทำตามขั้นตอน ซึ่งอาจจะถูกหรือไม่ถูกจริตของพนักงานแต่ละคน ด้วยความคิดที่ว่าขั้นตอนที่ดี จะนำไปสู่ผลงานที่ดี
แต่ขากบคู่หน้าของกบที่กระโดด หมายถึง หัวหน้าที่ระบุผลลัพธ์ของการทำงานที่ต้องการ แล้วเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานตามจริตของตน โดยมีขั้นตอนจำกัดเพียงบางเรื่องที่จำเป็น อาทิเช่น เรื่องที่เกี่ยวกับความถูกต้อง การเงิน มาตรฐานอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมองค์กร ขณะที่หัวหน้าเน้นการ
ควบคุมไปที่ผลของงาน ด้วยความคิดที่ว่า วิธีการทำงานที่ถูกจริต จะนำไปสู่ผลงานที่เป็นเลิศ
พนักงานที่ทำงานตามขั้นตอน จะทำงานได้เหมือนเดิมๆ ขาดพัฒนาการและความแตกต่าง เป็นดั่งหุ่นยนต์ที่ทำตามโปรแกรมที่กำหนด จะเป็นเพียงกบเดินดิน
ต่างกับพนักงานที่ทำงานด้วยวิธีที่สอดคล้องกับจริต จะทำงานได้ดีขึ้น มีชีวิตชีวา มีผลงานที่ยอดเยี่ยมโดดเด่นเกินมาตรฐาน จะเป็นกบกระโดด
ขากบคู่หน้าของกบที่ไปเดินมา หมายถึง หัวหน้าที่พยายามแก้ไขซ่อมแซมจุดอ่อนของพนักงานแต่ละคน ด้วยการประเมินผลการทำงานควานหาทักษะที่บกพร่อง แล้วสอน ฝึกอบรม และโค้ช เพื่อกำจัดจุดอ่อน ด้วยความคิดที่ว่าควรเติมสิ่งที่ขาดเข้าไปในตัวพนักงาน
แต่ขากบคู่หน้าของกบที่กระโดด หมายถึง หัวหน้าที่มุ่งความสนใจไปที่จุดแข็งของลูกน้องแต่ละคน แล้วพยายามรีดผลงานที่ดีออกมาจากจุดแข็งนั้นๆ โดยจะไม่แก้ไขจุดอ่อนที่พนักงานมีอยู่ด้วยการบริหารความเป็นตัวตนของพนักงาน แต่จะบริหาร “ปัจจัยอื่นๆ” เพื่อรองรับ ชดเชย และเติมเต็ม ให้กับจุดอ่อนนั้นๆ ด้วยความคิดที่ว่า เราควรดึงเอาสิ่งมีอยู่แล้วออกมาจากตัวพนักงาน
พนักงานที่ได้รับการเติมเสริมจุดอ่อน จะสิ้นเปลืองเวลาและสูญเสียโอกาสไปกับการฝืนฝึกฝนในสิ่งที่ไม่ถนัด เสียความภูมิใจในความสามารถของตนเองจะเป็นเพียงกบเดินดิน
ต่างกับพนักงานที่ได้รับการพัฒนาจุดแข็ง จะใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างผลงานจากสิ่งที่ตนเก่ง มีความภูมิใจในศักยภาพของตนเอง ฮึกเหิมคึกคัก คือกบกระโดด
ขากบคู่หน้าของกบยืนนิ่ง หมายถึง หัวหน้าที่ปฏิบัติต่อลูกน้องอย่างเท่าเทียมกัน ด้วยการจูงใจลูกน้องทุกๆ คนด้วยสิ่งเดียวกัน ให้รางวัลอย่างเท่าเทียมกัน ให้เวลากับลูกน้องเท่าเทียมกัน ด้วยความคิดที่ว่า เราควรปฏิบัติต่อลูกน้องเช่นเดียวกับที่เราอยากจะได้รับ
แต่ขากบคู่หน้าของกบที่กระโดด จะหมายถึง หัวหน้าที่ปฏิบัติต่อลูกน้องแตกต่างกันไป ด้วยการจูงใจให้รางวัล และให้เวลาแตกต่างกันไปตามจริตของลูกน้องแต่ละคน ด้วยความคิดที่ว่า เราควรปฏิบัติต่อลูกน้องแตกต่างกันไป ตามที่แต่ละคนอยากจะได้รับ
พนักงานที่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน จะทำงานได้ผลงานตามมาตรฐานของงานนั้นๆ เป็นเพียงกบเดินดิน
ต่างกับพนักงานที่ได้รับการปฏิบัติแตกต่างกันไปตามจริตของตน จะทำงานได้ยอดเยี่ยมโดดเด่นเกินมาตรฐาน เป็นกบกระโดด
ขาคู่หน้าของกบที่ “ไม่” กระโดด หมายถึง หัวหน้าที่พยายาม “ดัด” จริต ของพนักงาน ซึ่งดัดอย่างไรก็ไม่งาม กระโดกกระเดก ไม่เป็นธรรมชาติ ดั่งท่าทางของคน “ดัดจริต”
ขาคู่หน้าของกบกระโดด หมายถึง หัวหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการนำจริตของพนักงานออกมาเป็น performance ให้ได้มากที่สุด และมีความรับผิดชอบในการหาแนวทางที่จะทำให้พนักงานประสบความสำเร็จบนพื้นฐานของจริตที่แต่ละคนมีอยู่
ดังนั้นหากชาว HR จะให้การสนับสนุนหัวหน้าแผนกและหน่วยงานต่างๆ ในองค์กรให้เป็นขากบคู่หน้าที่แข็งแรงอาจไม่ยากอย่างที่คิด แม้ดูเหมือนว่าแนวคิดนี้สวนทางกับสิ่งที่เคยคิดเคยทำกันมา หากแต่มันเป็นสิ่งที่ไปในทิศทางเดียวกับ “ธรรมชาติ” ของมนุษย์ มิใช่หรือ?
ref : http://www.bangkokbiznews.com/2009/10/13/news_29632447.php?news_id=29632447
Wednesday, September 23, 2009
“กบกระโดด” เพื่อรองรับเศรษฐกิจขาขึ้น
คลิกเพื่อชม การพูดคุยเรื่อง "กบกระโดด" จากรายการสุรนันท์วันนี้
http://www.posttoday.com:80/suranan_videos.php?id=19896
“กบ”บริหาร “คน” ยามเศรษฐกิจฟื้น
โดย ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์
HRD&Management นสพ.กรุงเทพธุรกิจ
วันอังคารที่ 22 กันยายน 2552
“กบจำศีล” นั้นเหมาะจะเป็นชื่อเรียกแนวทางที่ Human Resource Development หรือ HRD ใช้ในการบริหารบุคคลในช่วงเศรษฐกิจขาลงทรงๆทรุดๆที่ผ่านมาในปีนี้
แต่ในปัจจุบัน ตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างบ่งชี้ถึงการเริ่มฟื้นตัวทางธุรกิจ HRD คงต้องปรับแนวทางการบริหารบุคคลให้รองรับกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเพราะพวกเราชาว HRD เป็น “กบนอกกะลา” เราจึงรีบปรับตัวด้านการพัฒนาบุคลากร ไม่จำศีลนานเพลินเกินไป
ดังนั้น เราน่าจะมารีบคิดเร่งทำกันซะก่อนเนิ่นๆ “กบกระโดด” จึงน่าจะเป็นแนวทางในช่วงปลายปีนี้และปีหน้า นั่นหมายถึงว่าพนักงานในองค์กรเราควรออกอาการอย่างไรในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว?
แน่นอนว่าต้องแสดงให้เห็นถึงความคึกคัก... พร้อมลุย... กระเหี้ยนกระหือรือ มีความพร้อมจะ perform เพื่อแย่งชิงชัยชนะให้ได้มายามธุรกิจกำลังจะเป็นช่วงขาขึ้น (ก่อนที่คู่แข่งจะงาบเอาไปซะก่อน)
ซึ่งอาการของพนักงานดังกล่าว พวกเราชาว HRD คงเรียกมันว่า Be Motivated to be High Performance
และจะทำอย่างไรกันดีองค์กรจึงจะทำให้พนักงานออกอาการ high performance
นอกจากองค์ความรู้เดิมๆที่เรารู้ๆกันอยู่ ผมก็ลองศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม (เผื่อจะพบอะไรที่แปลกใหม่) และปรากฏว่าได้พบสิ่งที่พลิกแนวทาง ฉีกตำรา และขัดกับวิธีปฏิบัติเดิมๆที่พวกเราชาว HRD คุ้นเคยกันมาช้านานเรียกว่าเล่นเอา อึ้ง!!! ไปเลย
แต่ก็เกิดคำถามว่าถ้ามันไม่เหมือนของเดิมแต่เป็นของใหม่ แล้วการันตีได้อย่างไรว่ามันจะถูกหรือผิด?อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาต่อไปนี้มาจากผลการวิจัยจริงจากองค์กรต่างๆ จากพนักงานตัวเป็นๆหลายหมื่นคน ในหลากหลายประเทศ และหลากหลายธุรกิจ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ...น่าเชื่อถือได้ใช่หรือไม่ ?
แต่ “กบ” อย่างเราคงต้องยังไม่เชื่อ ต้องขอดู ขอคิด ขอลองดูก่อน ไม่เช่นนั้นจะเสียเชิงกบเสียเปล่าๆ
ทีนี้เรามาลองพิสูจน์ผลวิจัยกันดู เริ่มจากการวิจัยอันแรกเพื่อค้นหาว่า
อะไร และใคร เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พนักงานมี high performance
ตัวแปรจากแบบสอบถามเป็นร้อยๆ ถูกกลั่นและคัดกรองเพื่อให้ได้ตัวแปรที่ high performers มี แต่ average และ low performers ไม่มี ได้มาสิบกว่าตัวแปร ปรากฏว่า สิ่งที่เราชาว HRD พยายามทำให้กัน เช่น การได้รับสวัสดิการที่ดี ทำ KPI หรือสร้างระบบ KM ไม่ติดมาเลย
นั่นไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่พวกเราชาว HRD ทำกันอยู่ ไม่มีคุณค่า มันมีคุณค่าต่อองค์กรโดยรวม ต่อการวัดผล ต่อการเรียนรู้ ซึ่งส่งผลต่อ performance ของพนักงานเพียงแต่ได้แค่ระดับ average performance ก็เท่านั้นเอง
ถ้าเช่นนั้นอะไร ? คือตัวแปรที่ติดอันดับสิบกว่าตัวแปรที่เป็นปัจจัยสำคัญของ high performers
กลับกลายเป็นพวก ความคาดหวัง โอกาส การรับรู้ ความแคร์ การสนับสนุน การยอมรับความเห็น ความตระหนักในความสำคัญของงานจากมุมมองของผู้อื่น
เมื่อได้คำตอบว่า “อะไร” แล้ว ทีนี้มาตอบอีกคำถามว่า แล้ว “ใคร” กันที่ทำให้เกิด top performance
จะเห็นได้ว่า ผู้ที่มีบทบาทต่อตัวแปรที่มีผลต่อ top performance ข้างต้นนั้นไม่ใช่เราชาว HRDโดยตรงสักเท่าไหร่ใช่มั้ยครับ เพราะบุคคลคนนั้นคือ “หัวหน้าโดยตรง” ของ performers เหล่านั้น
ดังนั้น สิ่งเราจะทำให้เกิด top performance คงต้องเป็นการช่วยให้หัวหน้าต่างๆ รู้วิธีในการบริหารลูกน้อง เพื่อต่อยอดให้เกิด top performers จากที่เรา HRD ได้นำ average performers มานำเสนอให้แล้ว
จึงมีการวิจัยอีกว่า ถ้างั้น หัวหน้างานที่สร้าง top performers ได้เขาทำอะไร ทำอย่างไรกันบ้าง ?
ตรงนี้มีเรื่องอึ้งมากหน่อย เพราะหัวหน้าพวกนี้บริหารลูกน้องต่างจากที่พวกเราHRD รู้ๆกันอยู่เช่น
เขาไม่คัดเลือกพนักงานด้วยการดูที่ความฉลาด หรือประสบการณ์
และไม่แม้แต่จะพิจารณาแค่จิตใจที่มุ่งมั่นแต่เพียงเท่านั้น...
เขาไม่แก้ไขหรือพัฒนาจุดอ่อนของลูกน้องเลย...
เขาไม่ให้ความยุติธรรม ไม่ปฏิบัติต่อลูกน้องอย่างเท่าเทียมกัน!!!
ตรงนี้ที่ผมว่ามัน “ฉีกกฎ”
เลยทำให้อยากจะเชิญชวน HRD ที่สนใจมานั่งคุยกัน เล่าสู่กันฟัง วิเคราะห์ วิจารณ์ร่วมกันก่อน
ในวันพุธที่ 14 ตุลาคม 2552 ที่จะถึงนี้
เพื่อช่วยกันระดมสมองหาทางช่วยเหลือบรรดาหัวหน้างานให้มีวิธีการนำพาลูกน้องของพวกเขาเป็น
“กบกระโดด” เพื่อรองรับเศรษฐกิจขาขึ้น
ก่อนที่กบจะเอาแต่จำศีล ถึงขั้นทิ้งวิสัยกบคือ กระโดดไม่สูง หรือกระโดดไม่เป็น เอาเสียเลย
ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์ ดำรงตำแหน่ง Chief Learning Officer, 37.5 Degree Celsius Co.,Ltd.
ซึ่งหากสนใจร่วมกิจกรรมกับเขาสามารถติดต่อได้ที่ajarn.sarun@gmail.com
